ทำไมต้องยืนยันตัวตน (KYC)?
ตามกฎหมายการฟอกเงิน (AML) และข้อบังคับของ ก.ล.ต. ประเทศไทย ผู้ใช้งานทุกคนจำเป็นต้องยืนยันตัวตนก่อนจึงจะสามารถฝากเงินบาท (THB) และเริ่มทำการซื้อขายคริปโตได้
ขั้นตอนที่ 1: การเตรียมตัวก่อนสมัคร
- อีเมลที่ใช้งานได้จริง: แนะนำให้ใช้ Gmail ที่เปิดใช้งาน 2FA แล้ว
- เบอร์โทรศัพท์ไทย: สำหรับรับรหัส OTP (+66)
- บัตรประชาชนตัวจริง: ต้องเป็นบัตรแข็ง ไม่ใช่รูปถ่ายหรือสำเนา
ขั้นตอนที่ 2: การสร้างบัญชี
- ไปที่หน้าสมัครสมาชิกอย่างเป็นทางการของ Binance
- เลือก "Sign up with Email or Phone"
- กรอกอีเมลหรือเบอร์โทรศัพท์ และตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายาก
- กรอกรหัสยืนยัน 6 หลักที่ได้รับทางอีเมลหรือ SMS
ขั้นตอนที่ 3: การยืนยันตัวตน (KYC)
- เลือกประเทศ: Thailand (ประเทศไทย)
- เลือกประเภทเอกสาร: ID Card (บัตรประชาชน)
- ถ่ายรูปบัตร: ถ่ายด้านหน้าและด้านหลังบัตร ระวังอย่าให้มีแสงสะท้อน (Glare) บังตัวหนังสือหรือใบหน้า
- สแกนใบหน้า (Liveness Check): ถอดแว่นตา หมวก หรือหน้ากากอนามัย ทำตามคำแนะนำบนหน้าจอ เช่น พยักหน้า หรืออ้าปาก
💡 เคล็ดลับให้ผ่าน KYC ในครั้งเดียว
ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดสำหรับคนไทยคือ "แสงสะท้อนบนบัตรประชาชน" แนะนำให้ถ่ายรูปในห้องที่มีแสงสว่างเพียงพอ (เช่น ริมหน้าต่างในตอนกลางวัน) และปิดแฟลชกล้องมือถือ หากบัตรประชาชนชำรุด สามารถใช้พาสปอร์ต (Passport) แทนได้
Binance TH (Gulf Binance) vs Bitkub: อัปเดตปี 2026
สำหรับผู้ใช้งานชาวไทย ตอนนี้เรามี Binance TH (ดำเนินการโดย Gulf Binance) ซึ่งได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจาก ก.ล.ต. ไทยแล้ว
จากการทดสอบใช้งานจริงของผม: หากเปรียบเทียบกับ Bitkub แล้ว Binance TH มีข้อได้เปรียบเรื่องสภาพคล่องที่เชื่อมต่อกับตลาดโลก (Order book sharing) ทำให้ราคาซื้อขายแคบกว่า (Spread ต่ำ) การฝากเงินบาทผ่าน Mobile Banking (K PLUS, SCB EASY) ทำได้ทันทีและไม่มีค่าธรรมเนียม อย่างไรก็ตาม เหรียญบางชนิดอาจยังมีน้อยกว่า Binance Global เล็กน้อยเนื่องจากข้อกำหนดของ ก.ล.ต.